เมอร์สันห่วงหนัก! ลิเวอร์พูลยุคอิราโอล่ายังไม่ลงตัว ตั้งคำถาม เวียร์ตซ์–บาร์โคล่า หลังออกสตาร์ตฝืด
ลิเวอร์พูล กำลังถูกจับตามองอย่างหนักในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2026/27 หลังผลงานในพรีเมียร์ลีกยังไม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง แม้ทีมของ อันโดนี่ อิราโอล่า จะยังไม่แพ้ในลีก แต่การเก็บผลเสมอถึง 3 จาก 4 นัดแรก ทำให้ “หงส์แดง” มีเพียง 6 คะแนน และอยู่ในอันดับ 7 ของตาราง ณ เวลาที่ พอล เมอร์สัน แสดงความคิดเห็นผ่าน Sky Sports
หนึ่งในเกมที่สร้างคำถามมากที่สุดคือการเปิดแอนฟิลด์เสมอ ฟูแล่ม 0-0 โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งแพ้มาในสามเกมแรกของฤดูกาล ขณะที่ลิเวอร์พูลเองยังตามหาชัยชนะเกมเหย้านัดแรกในพรีเมียร์ลีกภายใต้การคุมทีมของอิราโอล่าไม่เจอ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ พอล เมอร์สัน อดีตกองกลางอาร์เซน่อลและนักวิเคราะห์ของ Sky Sports ยอมรับว่าเขาเริ่มรู้สึกเป็นกังวลกับลิเวอร์พูล พร้อมตั้งคำถามทั้งในเรื่องการทำงานของอิราโอล่า รวมถึงผลงานของสองผู้เล่นแนวรุกอย่าง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ และ แบรดลีย์ บาร์โคล่า

เมอร์สันชี้ ลิเวอร์พูลเสมอฟูแล่มคือผลการแข่งขันที่น่าผิดหวัง
เมอร์สันมองว่าการเสมอกับฟูแล่มในแอนฟิลด์ถือเป็นผลการแข่งขันที่ไม่ดีสำหรับมาตรฐานของลิเวอร์พูล และนี่คือสิ่งที่อิราโอล่าต้องเรียนรู้หลังขยับจากการคุมบอร์นมัธมารับงานกับหนึ่งในสโมสรที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ระดับความคาดหวัง หากบอร์นมัธเปิดบ้านเสมอฟูแล่ม 0-0 อาจไม่ได้กลายเป็นประเด็นใหญ่ แต่เมื่อผลการแข่งขันแบบเดียวกันเกิดขึ้นที่แอนฟิลด์ ความกดดันและคำวิจารณ์ย่อมเพิ่มขึ้นทันที
เมอร์สันจึงตั้งคำถามว่า อิราโอล่าอาจกำลังพบว่างานกับลิเวอร์พูลยากกว่าที่คาดไว้หรือไม่ พร้อมมองว่ากุนซือชาวสเปนจำเป็นต้องทำให้ทีมเล่นเกมรุกอย่างเป็นอิสระและกล้าเปิดเกมมากขึ้น

อิราโอล่ายอมรับเอง ลิเวอร์พูลขาดความสร้างสรรค์
ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากคำวิจารณ์ของเมอร์สันเพียงฝ่ายเดียว เพราะหลังเกมกับฟูแล่ม อิราโอล่าเองก็ยอมรับว่าลิเวอร์พูลมีปัญหาในการสร้างโอกาสและสร้างความแตกต่างในพื้นที่สุดท้าย
กุนซือหงส์แดงระบุว่า นี่เป็นหนึ่งในเกมที่ทีมของเขามีปัญหาด้านเกมรุกชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่เข้ามาทำงานที่สโมสร
ลิเวอร์พูลไม่สามารถสร้างโอกาสได้มากเท่าที่ต้องการ และเมื่อไม่สามารถทำประตูได้ ผลลัพธ์สุดท้ายจึงเหลือเพียงหนึ่งคะแนน แม้อิราโอล่าจะพูดถึงความสดของนักเตะหลังผ่านเกมยุโรป แต่เขาไม่ได้ใช้เรื่องความเหนื่อยล้าเป็นข้อแก้ตัว และยอมรับว่าทีมจำเป็นต้องปรับตัวกับโปรแกรมการแข่งขันลักษณะนี้

ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ กลายเป็นอีกหนึ่งคำถามสำคัญ
อีกประเด็นที่เมอร์สันให้ความสนใจคือสถานการณ์ของ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์
เมอร์สันยืนยันว่าเขาชื่นชอบฝีเท้าของมิดฟิลด์ชาวเยอรมันและมองว่าเป็นนักเตะที่มีความสามารถพิเศษ แต่ปัญหาคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลในเวลานี้ยังไม่เวิร์ก
คำถามจึงไม่ใช่ว่าเวียร์ตซ์มีพรสวรรค์หรือไม่ แต่เป็นลิเวอร์พูลสามารถรอให้เขาปรับตัวและค้นหาบทบาทที่เหมาะสมได้อีกนานแค่ไหน หากทีมต้องการกลับไปแข่งขันกับทีมระดับหัวตารางทันที
เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เวียร์ตซ์ถูกตั้งคำถาม เพราะก่อนหน้านี้ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ก็เคยวิเคราะห์ถึงปัญหาเรื่องตำแหน่งของดาวเตะเยอรมันในระบบของอิราโอล่า โดยตั้งคำถามว่าเขาควรถูกใช้งานตรงไหนจึงจะสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสามารถ แต่อาจเป็นเรื่องระบบ
หากมองในภาพรวม ปัญหาของเวียร์ตซ์อาจไม่ได้เกิดจากคุณภาพส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของทีมลิเวอร์พูลชุดนี้ด้วย
อิราโอล่ามีแนวทางการเล่นที่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนที่และการเติมเกมของผู้เล่นริมเส้น ขณะที่การจัดสมดุลแดนกลางยังเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม
ก่อนหน้านี้ Sky Sports วิเคราะห์ว่า ลิเวอร์พูลมีผู้เล่นเกมรุกหลายคนที่ถนัดทางฝั่งซ้าย ขณะที่ตำแหน่งอื่นของทีม โดยเฉพาะฟูลแบ็กและแดนกลาง ยังมีข้อสงสัยเรื่องความสมดุลของขุมกำลัง
ดังนั้น การหาตำแหน่งที่เหมาะสมให้เวียร์ตซ์จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของอิราโอล่า เพราะการเปลี่ยนตำแหน่งผู้เล่นหนึ่งคนอาจส่งผลต่อโครงสร้างของทีมส่วนอื่นตามไปด้วย
แบรดลีย์ บาร์โคล่า ถูกตั้งคำถามว่าใช่นักเตะที่ลิเวอร์พูลต้องการหรือไม่
นอกจากเวียร์ตซ์แล้ว เมอร์สันยังพูดถึง แบรดลีย์ บาร์โคล่า ปีกทีมชาติฝรั่งเศสที่ลิเวอร์พูลลงทุนอย่างหนักเพื่อดึงตัวมาจากปารีส แซงต์-แชร์กแมง
เมอร์สันยอมรับว่าเขาชื่นชอบบาร์โคล่าเช่นกัน แต่ตั้งข้อสังเกตว่านักเตะประเภทนี้คือสิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องการจริงหรือไม่
คุณสมบัติเด่นของบาร์โคล่าคือความเร็ว แต่เมอร์สันมองว่าการเล่นให้ลิเวอร์พูลไม่ได้หมายความว่าความเร็วเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอ เนื่องจากคู่แข่งจำนวนมากเลือกถอยลงไปตั้งรับลึกเมื่อเจอกับหงส์แดง
ในสถานการณ์ดังกล่าว พื้นที่ด้านหลังแนวรับที่ผู้เล่นความเร็วสูงสามารถโจมตีได้จะลดลงอย่างมาก
สิ่งที่ลิเวอร์พูลอาจต้องการมากกว่าจึงเป็นนักเตะที่สามารถสร้างความแตกต่างในพื้นที่แคบ มีความคิดสร้างสรรค์ และหาวิธีเจาะแนวรับที่มีผู้เล่นจำนวนมากยืนอยู่หลังบอล
เมอร์สันยก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เป็นตัวอย่าง
พอล เมอร์สัน ยังหยิบยก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ขึ้นมาเป็นตัวอย่างของนักเตะแนวรุกที่ประสบความสำเร็จกับลิเวอร์พูล
สิ่งที่ทำให้ซาลาห์อันตรายไม่ได้มีเพียงความเร็ว แต่ยังรวมถึงไหวพริบ เทคนิค การเคลื่อนที่ และความสามารถในการสร้างจังหวะเกมรุกด้วยตัวเอง
นั่นคือเหตุผลที่เมอร์สันมองว่า ลิเวอร์พูลอาจต้องการผู้เล่นที่มี “guile” หรือความเจ้าเล่ห์และความสร้างสรรค์ในการเล่นมากขึ้น ไม่ใช่พึ่งความเร็วเพียงอย่างเดียว
อิราโอล่ายังเชื่อในบาร์โคล่าและเตรียมใช้งานทั้งสองฝั่ง
อย่างไรก็ตาม มุมมองของอิราโอล่าต่อบาร์โคล่าค่อนข้างแตกต่างออกไป
กุนซือลิเวอร์พูลอธิบายว่าเขามีผู้เล่นปีกหลายคน และไม่ได้ต้องการจำกัดนักเตะเหล่านั้นให้อยู่เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง โดยบาร์โคล่าสามารถถูกใช้งานทั้งทางซ้ายและขวา ขึ้นอยู่กับคู่แข่ง หน้าที่เกมรับ และพื้นที่ที่ทีมงานมองว่าจะสร้างอันตรายได้มากที่สุด
ในเกมกับฟูแล่ม บาร์โคล่าออกสตาร์ตทางฝั่งซ้าย และอิราโอล่ายังชี้ว่าสโมสรอยู่ในกระบวนการสร้างสภาพร่างกายและความมั่นใจให้กับนักเตะ เนื่องจากเขาไม่ได้ผ่านช่วงปรีซีซั่นมาอย่างเต็มรูปแบบ
นั่นหมายความว่า ลิเวอร์พูลยังไม่ได้มองว่าฟอร์มในช่วงแรกคือบทสรุปของบาร์โคล่า และพร้อมให้เวลาเขาปรับตัวเข้ากับทีม
ลิเวอร์พูลทุ่มเงินมหาศาล แต่ทีมยังถูกตั้งคำถามเรื่องสมดุล
อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้แรงกดดันเพิ่มขึ้นคือจำนวนเงินที่ลิเวอร์พูลลงทุนในตลาดซื้อขาย
Sky Sports รายงานก่อนหน้านี้ว่า ลิเวอร์พูลลงทุนสุทธิในตลาดช่วงซัมเมอร์มากกว่า 200 ล้านปอนด์ แต่ถึงอย่างนั้นทีมของอิราโอล่ายังคงถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความสมดุลของขุมกำลัง
บาร์โคล่าถูกคว้าตัวจาก PSG ด้วยดีลที่มีมูลค่าสูงถึง 123 ล้านปอนด์ ขณะที่ทีมมีผู้เล่นที่สามารถเล่นฝั่งซ้ายได้หลายรายอยู่แล้ว จึงเกิดคำถามว่าลิเวอร์พูลให้ความสำคัญกับตำแหน่งที่ถูกต้องในตลาดซื้อขายหรือไม่
โดยเฉพาะเมื่อทีมยังมีคำถามเรื่องฟูลแบ็ก รวมถึงสมดุลในแดนกลาง
ระบบของอิราโอล่าต้องการสมดุลมากกว่าที่เห็น
ระบบของอิราโอล่ามีจุดเด่นเรื่องความเข้มข้น การเพรสซิ่ง และการใช้ฟูลแบ็กเติมเกมในตำแหน่งสูง
แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือ เมื่อผู้เล่นริมเส้นเติมเกมพร้อมกัน ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องมีแดนกลางที่สามารถป้องกันพื้นที่ด้านหลังและหยุดเกมสวนกลับของคู่แข่งได้
Sky Sports วิเคราะห์ว่า เจเรมี่ ฟริมปง และ มิลอส เคอร์เคซ มีบทบาทในการวิ่งขึ้นลงริมเส้นอย่างมาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของแนวทางการเล่นของอิราโอล่า แต่ก็ทำให้ผู้เล่นแดนกลางต้องรับผิดชอบพื้นที่มากขึ้น
ดังนั้น ปัญหาของลิเวอร์พูลในเวลานี้จึงอาจไม่ได้มีคำตอบง่ายๆ เพียงการเปลี่ยนนักเตะเกมรุกหนึ่งหรือสองตำแหน่ง แต่เป็นเรื่องของการค้นหาสมดุลของทีมทั้งหมด
ความกดดันของอิราโอล่าที่แอนฟิลด์ต่างจากบอร์นมัธ
นี่อาจเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของอิราโอล่า
การทำงานกับบอร์นมัธและลิเวอร์พูลมีระดับความคาดหวังแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะสำหรับหงส์แดง การเสมอในบ้านหรือการหลุดจากกลุ่มลุ้นแชมป์เพียงช่วงสั้นๆ ก็สามารถกลายเป็นประเด็นใหญ่ได้
เมอร์สันจึงมองว่าอิราโอล่าต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับความกดดันดังกล่าว พร้อมกับหาวิธีทำให้ทีมเล่นอย่างมีอิสระมากกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน อิราโอล่าเองก็ยอมรับว่าเขารู้สึกผิดหวังกับความไม่สม่ำเสมอของทีม แต่ยังมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในช่วงเริ่มต้นทำงานกับสโมสรใหม่
ลิเวอร์พูลยังไม่แพ้ แต่คำถามเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งสำคัญคือลิเวอร์พูลยังไม่ได้อยู่ในสถานการณ์วิกฤต เพราะทีมยังไม่แพ้ในพรีเมียร์ลีกช่วงสี่เกมแรก
แต่สำหรับสโมสรที่มีเป้าหมายแข่งขันเพื่อแชมป์ การเสมอถึงสามเกมจากสี่นัดย่อมไม่ใช่การออกสตาร์ตที่ต้องการ
โดยเฉพาะเมื่อ อาร์เซน่อลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังถูกมองว่าเป็นสองทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในช่วงต้นฤดูกาล เมอร์สันถึงขั้นมองว่าช่องว่างระหว่างสองทีมดังกล่าวกับทีมอื่นกำลังเห็นได้ชัดขึ้น
หากลิเวอร์พูลต้องการอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ พวกเขาจึงไม่สามารถปล่อยให้ผลเสมอสะสมต่อเนื่องเป็นเวลานานได้
บทสรุป: เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ลิเวอร์พูลยุคอิราโอล่า
ลิเวอร์พูลยุคใหม่ของอันโดนี่ อิราโอล่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และการตัดสินทีมหลังผ่านพรีเมียร์ลีกเพียงไม่กี่เกมอาจเร็วเกินไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงต้นฤดูกาลได้เผยให้เห็นโจทย์หลายอย่างที่กุนซือชาวสเปนจำเป็นต้องแก้ไข ทั้งเรื่องการสร้างโอกาส การเจาะแนวรับที่ตั้งรับลึก สมดุลของแดนกลาง และการค้นหาบทบาทที่เหมาะสมให้กับผู้เล่นราคาแพงอย่างฟลอเรียน เวียร์ตซ์และแบรดลีย์ บาร์โคล่า
เมอร์สันยังเชื่อในคุณภาพของนักเตะทั้งสองคน แต่คำถามสำคัญคือ ลิเวอร์พูลมีเวลารอให้ทุกอย่างลงตัวมากแค่ไหน ในฤดูกาลที่คู่แข่งอย่างอาร์เซน่อลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้พร้อมเดินหน้าเก็บคะแนนตั้งแต่ช่วงต้น
สำหรับอิราโอล่า นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าเขาสามารถนำแนวทางฟุตบอลที่สร้างชื่อให้ตัวเองมาปรับใช้กับความคาดหวังระดับลิเวอร์พูลได้สำเร็จหรือไม่
และสำหรับเวียร์ตซ์กับบาร์โคล่า สิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องการต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ แต่คือ ผลงานที่สามารถเปลี่ยนเกมและเปลี่ยนผลการแข่งขันได้จริง











